|
|
เจียวกู้หลาน (
GYNOSTEMMA PENTAPHYLLUM )
เจียวกู้หลานป่า
สมุนไพรเจียวกู้หลานแตกต่างให้สมุนไพรมากที่สุด

เจียวกู้หลาน
สมุนไพรจากเชียงใหม่เพื่อคุณ
รายงานเรื่อง
โรคอ้วน
โรคอ้วนจัดเป็นปัญหาหลักทางสาธารณสุขที่พบมากขึ้น
โดยเฉพาะในประเทศไทยพบว่าคนที่อยู่ในเมืองที่มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์มีปัญหาเกี่ยวกับ
โรคอ้วน
อีกทั้งยังมีปัญหาการเจ็บป่วยต่าง
ๆ มากมายสืบนื่องมาจากโรคอ้วน
มีคนจำนวนมาก
ที่เข้าใจผิดว่าการมีไขมันส่วนเกินเพียงเล็กน้อยที่หน้าท้อง
ต้นแขน ต้นขา ก็ถือว่า "อ้วน"
ซึ่งถือว่า
เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งเนื่องจากคำว่า
"อ้วน"
ในความหมายของคนทั่วไป
กับความหมายทาง
วิชาการมีความแตกต่างกันและควรที่จะมีความเข้าใจที่ถูกต้อง
เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาว่ามีความคิด
วิตกกังวลว่าตนเอง "อ้วน"
ทั้งที่จริง ๆ
แล้วน้ำหนักยังอยู่ในเกณฑ์ปกติในทางวิชาการมีเกณฑ์
ที่ใช้ในการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่
ขององค์การอนามัยโลกโดยใช้ดัชนีมวลกายหรือ
Body
Mass Index (BMI)
ค่าที่ได้ดังกล่าวได้มาจากการคำนวณ
ค่าน้ำหนักตัวปกติซึ่งควรอยู่ในช่วง
18.5-24.9
และจะถือว่าเป็นโรคอ้วนเมื่อมีค่า
BMI มากกว่า 30 ขึ้นไป
ในบทความนี้จะมีวิธีคำนวณค่า
BMI
เพื่อให้ผู้ที่สนใจลองคำนวณหาค่า
BMI ของตนเอง
และจะได้ประเมินว่าร่างกายของท่านอยู่ใน
เกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่
ร่วมกับการพิจารณาประกอบว่าควรจะลดน้ำหนักลงมากน้อยเพียงใดและเมื่อ
ท่าน "อ้วน"
มีปัจจัยเสี่ยงของโรคใดบ้าง
และท่านควรปฏิบัติตนอย่างไรในการลดน้ำหนัก
เพื่อช่วยให้
ท่านสามารถลด น้ำหนักได้
และมีสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจสมบูรณ์ดีสามารถปฏิบัติกิจกรรมต่าง
ๆ
ในชีวิตประจำวันได้ และมี
น้ำหนักเหมาะสมกับส่วนสูงและอายุของตนเองหรือไม่
- ดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index
(BMI) คือค่าที่ได้จากการนำน้ำหนักตัวและ
ส่วนสูง มาคำนวณ
เพื่อประเมินหาส่วนไขมันในร่างกาย
ซึ่งค่า
ดังกล่าวนิยมใช้ในการคำนวณอย่าง
แพร่หลาย
เนื่องจากคำนวณง่าย
และสามารถใช้ได้กับทุกเพศ
ทุกวัย และทุกเชื้อชาติ
- ดัชนีมวลกาย
(BMI) = น้ำหนักตัว
(หน่วยกิโลกรัม)
- ความสูง2
(หน่วยเมตร2)
- เมื่อคำนวณแล้วท่านมีค่า
BMI มากกว่า 25
ถือว่ามีน้ำหนักตัวมากเกิน
(over-weight) และ ถ้ามีค่า BMI
มากกว่า 30 ถือว่า "อ้วน"
(obesity)
นอกจากนี้มีการจำแนกประเภทดัชนีมวลกาย
(BMI) ตาม
เกณฑ์ของ International Obesity Task Force (IOTF)
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อ
การเกิด
การเจ็บป่วยเมื่อมีค่า BMI
ในระดับต่าง ๆ ดังตาราง
| ประเภท |
ดัชนีมวลกาย
(BMI) |
ความเสี่ยงต่อการเกิดการเจ็บป่วย(BMI) |
| น้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ |
น้อยกว่า 18.5 |
ต่ำ (เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอื่น
ๆ) |
| น้ำหนักตัวปกติ |
18.5 - 24.9 |
ปกติ |
| น้ำหนักตัวเกิน |
25-29.9 |
เพิ่มกว่าปกติ |
| โรคอ้วนขั้นที่ 1 |
30-34.9 |
เพิ่มขึ้นอย่างมาก |
| โรคอ้วนขั้นที่ 2 |
35-39.9 |
ต่ำ (เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอื่น
ๆ) |
| โรคอ้วนขั้นที่ 3 |
40 ขึ้นไป |
เพิ่มขึ้นถึงขั้นรุนแรง |
จากตารางข้างต้นจะพบว่าผู้มีน้ำหนักตัวเกิน
(ค่า BMI มากกว่า 25)
และผู้ที่เป็นโรคอ้วน (ค่า
BMI มากกว่า 30)
จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดการเจ็บป่วยอย่างมาก
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าการที่มีน้ำหนักตัว
เกินหรือความอ้วนนั้นสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลายชนิด
และมีผลต่อระบบการทำงานในร่างกายหลายระบบ
ด้วยกัน ได้แก่
-ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ
ซึ่งได้แก่
โรคหลอดเลือดและหัวใจ
เช่น ความดันโลหิตสูง
ไขมันในเลือดสูง
โรคหลอดเลือดโคโรนารี
-โรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี (gallbladder
disease)
-โรคเกี่ยวกับตับ เช่น
ตับแข็ง (cirrhosis)
-มะเร็ง เช่น
มะเร็งลำไส้ใหญ่
ปากมดลูก เยื่อบุมดลูก
ต่อมลูกหมาก มดลูก รังไข่
เต้านม ถุงน้ำดี
ตับอ่อน
-โรคทางเดินหายใจและปอด
หายใจลำบากขณะนอนหลับ
นอนกรน (snoring) เพราะทางเดิน
หายใจเริ่มตีบตัน
ร่างกายจะขาดออกซิเจน
ทำให้
ร่างกายพักผ่อนไม่เต็มที่
ส่งผลให้ง่วงนอนในเวลากลางวัน
บางคนอาจเป็นมากขนาดหลับในขณะขับรถ
จนเกิดอุบัติเหตุได้
-โรคเกี่ยวกับไต เช่น
นิ่ว
ไตวายจากความดันโลหิตสูง
-โรคกระดูกและข้อต่อ
โรคข้อต่อเสื่อม (os-teoarthritis in
joints) โดยเฉพาะบริเวณสะโพก
หัวเข่า ข้อศอก
-โรคเก๊าท์ (gout)
-โรคเบาหวาน (diabetes mellitus)
-เส้นเลือดในสมองแตกหรืออุดตัน
(stroke)
-ซึมเศร้า (depression)
-เส้นเลือดขอด (varicose vein)
-เหงื่อออกมาก (sweating)
-การเป็นหมัน (infertility)
จากการเสี่ยงต่อสุขภาพของโรคอ้วนที่กล่าวถึงข้างต้นอันมีมากมายหลายประการ
จึงมีการศึกษาถึง
อันตรายของโรคอ้วนถึงขนาดว่า
คนอ้วนมีอัตราการเสียชีวิตแตกต่าง
จากคนรูปร่างปกติหรือไม่
ซึ่งจากการศึกษาก็พบว่าอัตราการเสียชีวิต
ของคนที่อ้วนมากมีสูงขึ้นถึง
2-12 เท่า
ขึ้นกับอายุของแต่ละบุคคล
แต่ถ้ากลุ่มประชากรที่อ้วนหรือน้ำหนักเกินสามารถลด
น้ำหนักได้เพียง 5-10 %
ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น
ก็จะสามารถลดอัตราการพิการ
และอัตราการตาย (morbidity and mortality
rate) ได้ระดับหนึ่ง
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้อง
มีความพอดี
การมากหรือน้อยเกินไปอาจเกิดผลเสียได้มากกว่าผลดี
"น้ำหนัก" ก็เช่นกัน
ถ้ามากเกินไป "อ้วน"
ก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง
ๆ มากมาย
แต่ถ้าสามารถลดความมากเกินไป
ลงมาให้ใกล้พอดีได้ก็จะเกิดการลดอัตราการเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้
แล้วคนที่มี "น้ำหนักเกิน"
หรือ "อ้วน"
สามารถรู้สาเหตุว่าเพราะอะไรจึงเกิดความมากเกินไปนี้ได้
โดยทั่วไปสาเหตุของ "อ้วน"
มีหลายสาเหตุ
บางคนอาจเกิดจากสาเหตุเดียวหรือหลายสาเหตุประกอบกันก็ได้
สาเหตุของโรคอ้วน
1. พันธุกรรม
ถ้าพ่อแม่เป็นโรคอ้วน
ลูกที่เกิดมาก็มีโอกาสเป็นโรคอ้วนสูง
2.
รับประทานอาหารมากเกินไป
แล้วไม่มีเวลาออกกำลังกาย
กล่าวคือ
พลังงานที่ได้รับจากการ
รับประทานมากกว่าพลังงานที่ใช้ไปในการออกกำลังกาย
เช่น
ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันและแคลอรี่
สูง เช่น หนังไก่ทอด
มันหมู หมูสามชั้น ขาหมู
ครีม เค้ก ฯลฯ
แล้วไม่ยอมหาเวลาว่างออกกำลังกายเพื่อ
ให้มีการใช้พลังงานที่ได้รับเข้ามา
3.
พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสมทำให้มีการใช้พลังงานต่ำ
และทำให้เสียโอกาสใน
การทำกิจกรรม
หรือออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อ
สุขภาพ เช่น
การจราจรติดขัดในกรุงเทพ
ทำให้
คนส่วนใหญ่ต้องนั่งเฉยบนรถยนต์หลายชั่วโมงต่อวัน
ลักษณะงานที่ต้องนั่งทำงานตลอดเวลา
พฤติกรรมชอบรับประทานอาหารจุกจิก
เป็นต้น
4. โรคบางชนิด เช่น Cushings Syndrome
ซึ่งจะทำให้ร่าง
กายของผู้ที่ป่วย
เป็นโรคนี้อ้วน
โดยสาเหตุของโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกาย
จนทำให้อ้วนบริเวณใบหน้า
ลำตัว ต้นคอด้านหลัง
แต่แขนขาจะเล็ก
และไม่มีแรง
ในกรณีนี้จะต้องรักษาที่ต้นเหตุคือ
ฮอร์โมนที่มีความ
ผิดปกติจึงจะสามารถหายอ้วนได้
สำหรับการรักษาโรคอ้วนนี้
วิธีการรักษาที่ดีควรต้องมีการผสมผสานการรักษาหลายวิธีร่วมกัน
คือ การควบคุมอาหาร
การออกกำลังกายเพิ่มขึ้น
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
ส่วน
การรักษาโดยใช้ยานั้นต้องใช้ในกรณีจำเป็นต่อการรักษาโรคอ้วนจริง
ๆ
และมักต้องอาศัยการรักษา
ด้วยยาร่วมกับวิธีอื่น ๆ
หรือถึงแม้ไม่ได้รับการรักษาด้วยยา
ถ้าต้องการลดน้ำหนักก็ต้องอาศัยทั้ง
3
วิธีข้างต้นร่วมกันในการรักษาและควบคุมน้ำหนัก
การควบคุมอาหาร (diet)
ในการลดน้ำหนักคนอ้วน
คือ
ให้พลังงานจากอาหารน้อยกว่า
พลังงานที่ร่างกายต้องใช้
ร่างกายจึงสลายพลังงานที่เก็บสะสมในร่างกายออกมาใช้แทน
น้ำหนักก็ จะลดลง
การควบคุมอาหารเพื่อ
ให้ประสบความ
สำเร็จในการลดน้ำหนัก
ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความแน่วแน่
ของตัวท่านเองเพราะ
ถ้าท่านยังไม่สามารถตัด
ใจในเรื่องอาหารได้
ความสำเร็จในการลดน้ำหนักก็จะลดลง
ด้วย ลองตั้งใจเต็ม 100%
ในการควบคุมอาหาร
แล้วท่านก็จะประสบความสำเร็จ
แต่มีข้อแนะนำว่าท่าน
ไม่ควรงดอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างเด็ดขาด
หรือไม่ยอมรับประทานอาหารในมื้อนั้น
ๆ เพื่อจะลด
น้ำหนักแต่ควรมีการควบคุมปริมาณอาหารที่ได้รับแต่ละมื้อมากกว่า
เพราะถ้างดอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง
อย่างเด็ดขาดอาจทำให้ท่านขาดสาร
อาหารที่จำเป็นต่อร่างกายได้และถ้าท่านไม่ยอมรับประทานอาหาร
ในมื้อใดมื้อหนึ่งอย่างเด็ดขาด
ก็อาจทำให้ท่านเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบได้เช่นกัน
การออกกำลังกาย (exercise)
เป็นวิธีที่สำคัญในการลดน้ำหนัก
กล่าวคือ
เป็นส่วนของการใช้พลังงานที่ถูกสะสมไว้ในรูปของไขมันซึ่งถ้าสัดส่วนของการใช้พลังงานมากกว่าสัดส่วน
ของพลังงานที่ได้รับเข้าไปก็จะสามารถลดน้ำหนักได้
และวิธีการออก
กำลังกายนี้สามารถ
ลดน้ำหนัก ได้ ในระยะยาว
นอกจากมีผลดีในการลดน้ำหนัก
แล้วยังมีข้อ
ดีอีกหลายประการ
ไม่ว่าจะผลดีต่อระบบหายใจ
ทำให้การทำงานของหัวใจ
และปอดดีขึ้น
แล้วยังลดปัญหา
ด้านภูมิแพ้
โดยจะเพิ่มความต้านทานแก่ร่างกาย
ด้วย
นอกจากนี้ยังส่งเสริม
ให้มีสุขภาพที่ดีทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
โดยทั่วไปมักใช้วิธีออกกำลังกาย
นี้ควบคู่กับการควบคุมอาหาร
การออกกำลังกายที่เหมาะสมควรใช้เวลาประมาณ
30-60 นาทีต่อครั้ง
สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่
เหมาะสม
ซึ่งข้อนี้ขึ้นอยู่กับคุณเองมากกว่าว่าสามารถ
เรียนรู้และแก้ไขตัวคุณเองมากแค่ไหน
มีความตั้งใจแน่วแน่
และจิตใจตั้งมั่น
ในการลดน้ำหนักมากน้อยเพียงใด
เช่นถ้าคุณชอบทาน
ของจุกจิก
ชอบทานขนมก่อนนอน
ชอบทานอาหารมัน ๆ
ก็ควรจะเปลี่ยน
แปลงพฤติกรรมของคุณเอง
โดยพยายามทานอาหารเฉพาะมื้อหลัก
ๆ (งดเว้นอาหารว่างระหว่างมื้อ)
และพยายามตัดใจเมื่อเจออาหารที่มีไขมันมาก
ๆ
การใช้ยาช่วยลดน้ำหนัก
ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนจะใช้ยารักษาโรคอ้วน
เพราะ
ยาอาจมีผลข้างเคียงโดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ
โรคตับ โรคไต ยาที่ใช้ใน
การลดน้ำหนักมีอยู่
หลายประเภทได้แก่
ยาที่ใช้ลดความอยากอาหาร
ยาที่ใช้แทนที่อาหาร
ยาที่ชลอหรือขัดขวางการย่อยและ
ดูดซึมสารอาหาร ยาที่ลด
การสร้างไขมันและยา
ที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญสารอาหาร
แต่ที่จะกล่าวถึงใน
บทความนี้ คือยา ที่ชลอหรือขัดขวางการย่อยและการดูดซึมซึ่งยาดังกล่าวนี้ชื่อ
"Orlistat"
Orlistat
เป็นยาที่ยับยั้งเอนไซม์ไลเปสของกระเพาะอาหารและตับอ่อน
โดยการออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์
ไลเปสจะมีผลทำให้ลดการดูดซึมไขมัน
และเพิ่มการขับถ่ายของไตรกลีเซอไรด์ในอุจจาระ
ยาจะทำให้
ไขมันในอาหารที่รับประทาน
เข้าไปไม่ถูกย่อยและ ม่สามารถดูดซึม
ไปใช้ได้จึงเป็นเหตุให้ร่างกายไม่ได้
รับพลังงานจาก
ไขมันเหล่านั้น โดยยา Orlistat
นี้เป็นยาตัวแรกของยาลดความอ้วนในกลุ่มยับยั้ง
เอนไซม์ไลเปส
ซึ่งยาดังกล่าว
ปัจจุบันนี้ยังมีการควบคุมการใช้เฉพาะในสถานพยาบาลเท่านั้นยังไม่มี
การขายยา ดังกล่าว
ในร้านขายยาทั่วไป
เพราะยานี้เป็นยาใหม่
และแพทย์กำลังทำการติดตามผลการใช้ยา
เภสัชจลนศาสตร์ :
ยาจะออกฤทธิ์ในทางเดินอาหาร
ฤทธิ์ของยาจึงไม่เกี่ยวข้องกับการ
ดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกาย
ในการวิจัยในมนุษย์โดยทดลองให้
radiolabelled orlistat ในขนาด 360 mg
พบว่า
สามารถตรวจสอบปริมาณยาได้เล็กน้อยในเลือดประมาณ
8 ชั่วโมงหลังรับประทานยา
ยานี้จะจับ
กับโปรตีนในเลือดได้ 99 %
และยาจะถูกทำลาย
ที่ผนังทางเดินอาหารเป็นส่วนใหญ่
ยาส่วนมาก (ประมาณ 97 %)
ถูกขับออกทางอุจจาระ และ
83 %
ของปริมาณนี้ถูกขับออกในรูปเดิม
ยาที่ถูกเปลี่ยนรูปถูก
ขับออกทางไตน้อยกว่า 2 %
ของขนาดยาที่ให้
เวลาที่ใช้ขับถ่ายยาอย่างสมบูรณ์เกิดขึ้นภายใน
3-5 วัน
การกำจัดยาเหมือนกันทั้งในผู้ที่มีน้ำหนักปกติและในคนอ้วน
ข้อบ่งใช้ :
ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีค่าดรรชนีมวลกายเริ่มต้น
>= 30
หรือในผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีค่าดรรชนีมวลกาย
>= 27 ที่พบปัจจัยเสี่ยง
เช่น ความดันโลหิตสูง
โคเลสเตอรอลในเลือดสูงและเบาหวาน
ยานี้ใช้สำหรับรักษาโรคอ้วนซึ่งหมายถึง
ทั้งการลดน้ำหนัก การ
ควบคุมน้ำหนัก
และการป้องกันการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักเมื่อใช้ร่วมกับอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ
ขนาดยาและวิธีใช้ :
รับประทาน 1
แคปซูลที่มีตัวยาขนาด 120 mg
พร้อมอาหารมื้อหลัก (ระหว่าง
อาหาร หรือภายใน 1
ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร)
ในกรณีที่อาหารมื้อนั้น
ๆ
ไม่มีอาหารไขมันหรือไม่ได้
รับประทานอาหารในมื้อนั้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา
orlistat ในอาหารมื้อนั้น
ข้อห้ามใช้ :
ห้ามใช้ใน
ผู้ป่วยที่มีปัญหาการดูดซึมอาหารผิดปกติเรื้อรัง
(chronic malabsorption)
และผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยานี้
สำหรับผู้ป่วยที่อ้วนเนื่องจากสาเหตุแฝงอื่น
ๆ เช่น hypothyroid ควร
ทำการรักษาที่ต้นเหตุก่อนจึงจะพิจารณาใช้ยานี้
อาการไม่พึงประสงค์ :
มักเกิดต่อระบบทางเดินอาหารเป็นส่วนใหญ่
เช่น มีหยดน้ำมันกระปริด
กระปรอยทางทวารหนัก
มีแก๊สในกระเพาะอาหาร
และลำไส้ซึ่ง ออก
มากับสิ่งขับถ่าย
ปวดอุจจาระฉับพลัน
มีไขมันหรือน้ำมัน
ในอุจจาระ บางรายอาจ
มีอาการถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้นหรือกลั้นอุจจาระไม่ได้
อาการเหล่านี้
เกิดจากการที่ไข
มันไม่ย่อย
ผ่านไปในทางเดินอาหารมีจำนวนมากเกินไปจึงมีการขับออกมาในรูปดังกล่าว
แต่อาการ
เหล่านี้มักไม่รุนแรงและไม่นาน
มักเกิดขึ้นในช่วงแรกของการรักษา
(ประมาณ 3 เดือน)
ปฏิกิริยาระหว่างยา :
ยับยั้งการดูดซึมสารอาหารบางชนิดที่ละลายในไขมัน
เช่น b-carotene และ vitamin E acetate
จากข้างต้นจะเห็นว่ายาจะมีความจำเป็นต่อการลดน้ำหนักเฉพาะกรณีเป็นโรคอ้วนมาก
ๆ
หรือมีโรคร้ายแรงแทรกซ้อน
แต่ถ้าเป็นโรคอ้วนทั่วไปไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา
เพียงแต่คุณมีความตั้งใจ
แน่วแน่ ในการลดน้ำหนัก
และชนะใจตนเองในการ
ควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกาย
ความสำเร็จในการลดและควบคุมน้ำหนักก็
จะสามารถเกิดขึ้นจนได้
ซึ่งจะเป็นผลดีทั้งต่อสุขภาพที่ดีขึ้นของตัวคุณเอง
และลดปัญหา
สาธารณสุขจากโรคอ้วนให้แก่ส่วนรวม
ผู้เขียนขอเป็นกำลัง
ใจให้กับทุกคนที่คิดจะลดน้ำหนักเพื่อให้ประสบ
ความสำเร็จดังตั้งใจ
เพราะหนึ่งในคนที่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักโดยตั้งใจให้แน่วแน่
และ
พยายามชนะใจตนเองโดยไม่ต้องอาศัยยาในการรักษาโรคอ้วน
ก็คือผู้เขียนเอง
เอกสารอ้างอิง
1. Oranee Tangphao. Orlistat : A new antiobesity drug.Thai
Joumal of Pharmacology. 2000; 22(1); 57-65.
2. James H. Zavoral. Treatment with orlistat reduces cardiovascular
risk in obese patients.
Journal of Hypertension 1998; 16(2): 2013-2017.
3. วิมล พันธุ์เวทย์. Orlistat
ทางเลือกใหม่ในการลดน้ำหนัก
ศรีนครินทร
วิโรฒเภสัชสาร
2542; 4(1): 74-91.
4. อารีย์ ขจรกิตติยุทธ.
การควบคุมน้ำหนัก.
ตากสินเวชสาร 2540; (1): 113-127.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
องค์การเภสัชกรรม
http://www.gpo.or.th
|
เจียวกู้หลานป่า


เจียวกู้หลานแบบชาจีน

เจียวกู้หลานแบบถุงชง

ชาเม็ดเจียวกู้หลาน

|